Last updated: 30 ธ.ค. 2567 | 30 จำนวนผู้เข้าชม |
Preventive Maintenance (PM) หรือ การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน คือ กระบวนการดูแลรักษาอุปกรณ์ เครื่องจักร หรือระบบต่าง ๆ อย่างเป็นระบบและมีการวางแผนล่วงหน้า เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ลดความเสี่ยงของการหยุดชะงักในการใช้งาน และยืดอายุการทำงานของอุปกรณ์ โดย งาน PM มีเป้าหมายหลักในการลดต้นทุนการซ่อมแซมฉุกเฉิน และรักษาประสิทธิภาพการทำงานของระบบในระยะยาว
Preventive Maintenance แปลว่า การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน ไม่ใช่การรอให้อุปกรณ์เกิดปัญหาแล้วค่อยซ่อมแซม แต่เป็นการตรวจสอบและบำรุงรักษาตามแผนที่กำหนดไว้ล่วงหน้า เช่น การทำความสะอาด การเปลี่ยนชิ้นส่วนที่อาจสึกหรอ และการตรวจสอบค่ามาตรฐานต่าง ๆ ของอุปกรณ์ เพื่อให้มั่นใจว่าระบบจะสามารถทำงานได้ตามปกติ
PM ระบบไฟฟ้า หรือ การบำรุงรักษาระบบไฟฟ้าเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance) หมายถึง การตรวจสอบ ดูแล และบำรุงรักษาระบบไฟฟ้าอย่างเป็นระบบและสม่ำเสมอตามแผนที่วางไว้ล่วงหน้า เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น เช่น การขัดข้องของระบบ การเสื่อมสภาพของอุปกรณ์ หรืออุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้งานไฟฟ้า การทำ PM ระบบไฟฟ้าช่วยให้ระบบไฟฟ้าทำงานได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งยังช่วยลดค่าใช้จ่ายจากการซ่อมแซมฉุกเฉินหรือการเปลี่ยนอุปกรณ์ในระยะยาว ตัวอย่างงานpm เช่น pm หม้อแปลงไฟฟ้า , pm ตู้ mdb , pm เครื่องจักร เป็นต้น
1.ตู้ควบคุมไฟฟ้าหลัก (MDB) และระบบจ่ายไฟย่อย
-ตรวจสอบการทำงานของเซอร์กิตเบรกเกอร์ ตรวจหาจุดหลวมในจุดเชื่อมต่อ รวมถึงทำความสะอาดเพื่อลดโอกาสเกิดไฟฟ้าลัดวงจร
-ใช้อุปกรณ์ตรวจจับความร้อนเพื่อตรวจหาความผิดปกติในจุดเชื่อมต่อที่อาจเกิดความร้อนสูง
2.อุปกรณ์ป้องกันระบบไฟฟ้า
-ตรวจสอบและทดสอบอุปกรณ์ป้องกันไฟเกินและไฟรั่ว เช่น รีเลย์ป้องกัน (Protective Relay) และเซอร์กิตเบรกเกอร์เพื่อให้แน่ใจว่าทำงานได้อย่างเหมาะสม
3.ระบบสายดินและการป้องกันฟ้าผ่า
-วัดค่าความต้านทานของระบบสายดินให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานเพื่อลดความเสี่ยงจากไฟฟ้ารั่ว
-ตรวจสอบเสาสายฟ้าผ่าและระบบป้องกันฟ้าผ่าอย่างสม่ำเสมอ
4.ระบบไฟฟ้าฉุกเฉินและแสงสว่าง
-ทดสอบการทำงานของเครื่องสำรองไฟ (UPS) และเครื่องกำเนิดไฟฟ้าฉุกเฉินเพื่อให้พร้อมใช้งานในกรณีเกิดไฟดับ
-ตรวจสอบระบบแสงสว่างฉุกเฉิน เช่น หลอดไฟและแบตเตอรี่ เพื่อให้มั่นใจว่าใช้งานได้เมื่อจำเป็น
1.การตรวจสอบประจำวัน/สัปดาห์/เดือน/ปี
-กำหนดรอบเวลาการตรวจสอบตามลักษณะการใช้งาน เช่น การตรวจสอบจุดเชื่อมต่อในทุกๆ 6 เดือน และการทดสอบอุปกรณ์ป้องกันปีละ 1 ครั้ง
2.เครื่องมือและอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการทำ PM
-เครื่องวัดค่าความต้านทานฉนวนเพื่อทดสอบความปลอดภัยของสายไฟ
-กล้องตรวจจับความร้อนเพื่อตรวจหาจุดความร้อนที่อาจเกิดไฟฟ้าลัดวงจร
3.ขั้นตอนการตรวจวัดและทดสอบระบบไฟฟ้า
-วัดแรงดันไฟฟ้า กระแสไฟ และตรวจสอบอุณหภูมิในจุดสำคัญ เช่น เซอร์กิตเบรกเกอร์และบัสบาร์
-ทำความสะอาดอุปกรณ์เพื่อป้องกันฝุ่นและความชื้นสะสม
4.การบันทึกและวิเคราะห์ผลการตรวจสอบ
-บันทึกค่าที่ตรวจวัดทุกครั้งและวิเคราะห์เพื่อคาดการณ์การเสื่อมสภาพของอุปกรณ์
1.สาเหตุและการป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร
-ป้องกันการใช้สายไฟที่เกินพิกัดและตรวจสอบการเดินสายไฟให้ถูกต้อง
2.การแก้ไขปัญหาไฟฟ้าตก/ไฟกระชาก
-ติดตั้งระบบป้องกันไฟกระชาก เช่น Surge Protection Device (SPD)
3.การป้องกันการเสื่อมสภาพของอุปกรณ์ไฟฟ้า
-จัดทำตารางการบำรุงรักษาและตรวจสอบการใช้งานตามเงื่อนไขของผู้ผลิต
4.การรับมือกับสภาพแวดล้อมที่ส่งผลต่อระบบไฟฟ้า
-ติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันความชื้นและฝุ่น เช่น ตู้ควบคุมไฟฟ้าที่มีการป้องกัน IP สูง
1.การจัดทำแผนการบำรุงรักษาประจำปี
-กำหนดช่วงเวลาการตรวจสอบสำหรับแต่ละส่วนของระบบไฟฟ้าและกำหนดผู้รับผิดชอบ
2.การประเมินความเสี่ยงและจัดลำดับความสำคัญ
-วิเคราะห์ความเสี่ยงในแต่ละจุดและจัดการตรวจสอบในลำดับที่สำคัญก่อน
3.การจัดการงบประมาณสำหรับการบำรุงรักษา
-จัดสรรงบประมาณสำหรับการซ่อมแซมและอัพเกรดอุปกรณ์ที่จำเป็น
4.การฝึกอบรมทีมงานบำรุงรักษา
-จัดการฝึกอบรมในหัวข้อใหม่ เช่น การใช้เครื่องมือดิจิทัลและการวิเคราะห์ข้อมูล
1.มาตรฐานการติดตั้งทางไฟฟ้า
-ปฏิบัติตามข้อกำหนดจากสมาคมวิศวกรรมสถานและมาตรฐานของ IEC
2.ข้อกำหนดด้านความปลอดภัย
-ใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) และตรวจสอบให้พนักงานทำงานตามแนวทางความปลอดภัย
3.การตรวจสอบและรับรองระบบไฟฟ้า
-ให้วิศวกรผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบและรับรองระบบไฟฟ้าปีละครั้ง
4.การปฏิบัติตามกฎหมายอาคารและโรงงาน
-ตรวจสอบให้ระบบไฟฟ้าของอาคารและโรงงานปฏิบัติตามข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง
การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (PM) ช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มความมั่นคงให้กับระบบไฟฟ้าในระยะยาว โดยเฉพาะในอาคารที่มีความสำคัญ การวางแผน PM อย่างเหมาะสมช่วยลดต้นทุนการซ่อมแซมฉุกเฉินและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน การติดตามเทคโนโลยีใหม่และปรับปรุงกระบวนการอย่างต่อเนื่องเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้องค์กรมั่นคงและปลอดภัยในอนาคต
1.ความถี่ในการทำ PM ที่เหมาะสม
-โดยทั่วไป ควรตรวจสอบรายเดือนสำหรับจุดเชื่อมต่อและรายปีสำหรับอุปกรณ์หลัก
2.ค่าใช้จ่ายในการทำ PM
-ค่าใช้จ่ายจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับความซับซ้อนและขนาดของระบบไฟฟ้า โดยควรจัดสรรงบประมาณรายปีไว้
3.การเลือกผู้ให้บริการ PM ที่น่าเชื่อถือ
-ควรเลือกผู้ให้บริการที่ได้รับการรับรอง มีประสบการณ์และมีการให้คำปรึกษาเชิงลึก
4.ข้อควรระวังในการทำ PM
-ตรวจสอบให้ทีมงานใช้เครื่องมือที่เหมาะสมและปฏิบัติงานในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย
บริษัท ทเวนตี้โฟร์ เอ็นจิเนียริ่ง
18/273 Soi Hathairat 39, Sam Wa West Subdistrict, Khlong Sam Wa District, Bangkok 10510
Tel : 092-951-9690
Email : admin@24engineer.com
25 ธ.ค. 2567